วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

สรุปนักธรรมชั้นตรี หน้าที่ 8/12

 













หมวด ๕

Ø  ประโยชน์เกิดแต่การถือโภคทรัพย์ ๕ อย่าง

(ปี 50) เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์ได้โดยทางที่ชอบแล้ว  ควรทําอะไรบ้างเพื่อให้เกิดประโยชน์ในโภคทรัพย์ที่ได้มานั้น?

ตอบ ควรทํา ประโยชน์เกิดแต่การถือโภคทรัพย์ ๕ อย่าง

๑.เลี้ยงตัว มารดา บิดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ ให้เป็นสุข

๒.เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข

๓.บําบัดอันตรายที่เกิดแต่เหตุต่าง ๆ

๔.ทําพลี ๕ อย่าง คือ

๔.๑ ญาติพลี สงเคราะห์ญาติ

๔.๒ อติถิพลี ต้อนรับแขก

๔.๓ ปุพพเปตพลี ทําบุญอุทิศให้ผู้ตาย

๔.๔ ราชพลี ถวายเป็นหลวง มีภาษีอากรเป็นต้น

๔.๕ เทวตาพลี ทําบุญอุทิศให้เทวดา

๕.บริจาคทานในสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติชอบ ฯ (ปี 45) คําต่อไปนี้แปลว่าอย่างไร? ก)อติถิพลี ข)ปุพพเปตพลี

 

Ø  ศีล ๕ แปลว่า ความปกติ ๕ อย่าง คือ ความประพฤติดีทางกายวาจา

๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากทําชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป.

๒. อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย.

๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม.

๔. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ.

๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากดื่มนํ้าเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท.

(ปี 63, 61, 56, 53) ศีลที่คฤหัสถ์ควรรักษาเป็นนิตย์ คือศีลอะไร ? ได้แก่อะไรบ้าง ?

ตอบ คือ ศีล ๕ ฯ ได้แก่ ๑. เว้นจากทําชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป ๒. เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย

๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๔. เว้นจากพูดเท็จ ๕. เว้นจากดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นทตั้งแห่งความประมาท ฯ

(ปี 44) จงเขียนศีล ๕ ข้อที่ ๓ พร้อมทั้งคําแปล ตอบ กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

(ปี 43) จงเขียนศีล ๕ ข้อที่ ๕ พร้อมทั้งคําแปล

ตอบ สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี แปลความว่า เว้นจากการดื่มนํ้าเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

 

Ø  มิจฉาวณิชชา ๕ คือ การค้าขายไม่ชอบธรรม ๕ อย่าง เป็นข้อห้ามอุบาสกอุบาสิกาไม่ให้ประกอบ


๑.ค้าขายเครื่องประหาร      ๒.ค้าขายมนุษย์ ๓.ค้าขายสต

Ø  อุบาสกอุบาสิกา ได้แก่ คฤหัสถ์ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ


ว์เป็นสําหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ๔.ค้าขายนํ้าเมา ๕.ค้าขายยาพิษ


(ปี 54, 44) อุบาสกอุบาสิกา ได้แก่บุคคลเช่นไร? การค้าขายที่ห้ามอุบาสกอุบาสิกาประกอบ คืออะไรบ้าง?

ตอบ อุบาสกอุบาสิกา ได้แก่ คฤหัสถ์ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ฯ ห้ามค้าขายคือ ๑.ค้าขายเครื่องประหาร ๒.ค้าขายมนุษย์ ๓.ค้าขายสตว์เป็น สําหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ๔.ค้าขายนํ้าเมา ๕.ค้าขายยาพิษ ฯ


(ปี 52) มิจฉาวณิชชา คืออะไร? การค้าขายเด็ก การค้าขายยาเสพติด การค้าขายเบ็ดตกปลา จัดเป็นมิจฉาวณิชชาข้อใด?

ตอบ   มิจฉาวณิชชา คือ การค้าขายไม่ชอบธรรม ฯ การค้าขายเด็ก จัดเข้าในค้าขายมนุษย์ การค้าขายยาเสพติด จัดเข้าในค้าขายนํ้าเมา การค้าขายเบ็ดตกปลา จัดเข้าในค้าขายเครื่องประหาร ฯ

(ปี 51) การค้าขายสุรา เป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในทางพระพุทธศาสนา มีความเห็นไว้อย่างไร?

ตอบ การค้าขายสราทางพระพุทธศาสนา จัดเป็นมิจฉาวณิชชา การค้าขายไม่ชอบธรรม เป็นข้อห้าม อุบาสกไม่ควรประกอบ ฯ

(ปี 50) การค้าขายสัตว์เพื่อเอาไปฆ่าเป็นอาหาร เป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาตหรือไม่?  เพราะเหตุไร?  อุบาสกควรปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้?

ตอบ ไม่ผิด ฯ  เพราะไม่ได้เป็นผฆ่าหรือสั่งให้ฆ่า ฯ อุบาสกควรเว้นการค้าขายชนิดนี้เสีย ฯ

(ปี 45) คําว่า อุบาสก อุบาสิกา แปลว่าอะไร? การค้าขายยาเสพติดมียาบ้าเป็นต้นจัดเข้าในมิจฉาวณิชชาข้อไหน?

ตอบ   อุบาสก แปลว่า ชายผเข้าถึงพระรัตนตรัย          อุบาสิกา แปลว่า หญิงผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย ฯ           การค้าขายนํ้าเมา ฯ

 

Ø สมบัติและวิบัติ ๕ สมบัติของอุบาสกอุบาสิกา ๕ ประการ

๑. ประกอบด้วยศรัทธา.                               ๔. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา.

๒. มีศีลบริสุทธิ์.                                    ๕. บําเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา.

๓. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือ เชื่อกรรมไม่เชื่อมงคล. ตรงข้ามกับสมบัติทั้ง ๕ นี้ เป็นวิบัติของอุบาสกอุบาสิกา

(ปี  57)  อุบาสกอุบสิกาควรตั้งอยู่ในคุณสมบัติอะไรบ้าง?

(ปี  43)  สมบัติและวิบัติของอุบาสกอุบาสิกามีอะไรบ้าง?

ตอบ มี ๑. ประกอบด้วยศรัทธา ๒. มีศีลบริสุทธิ์ ๓. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล

๔. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา ๕. บําเพ็ญบุญแต่ในพระพุทธศาสนา                 ตรงข้ามกับสมบัติทั้ง ๕ นี้ เป็นวิบัติของอุบาสกอุบาสิกา

 

 

หมวด ๖

Ø  ทิศ ๖ บุคคลประเภทต่างๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางสังคมดุจทิศที่อยู่รอบตัว

๑.ทิศเบื้องหน้า บิดามารดา         ๔.ทิศเบื้องซ้าย มิตร

๒.ทิศเบื้องขวา ครูอาจารย์          ๕.ทิศเบื้องล่าง บ่าว

๓.ทิศเบื้องหลัง บุตรภรรยา         ๖.ทิศเบื้องบน สมณพราหมณ์

(ปี 57) ในทิศ ๖ ทิศเหล่านี้หมายถึงใคร?  ก. ทิศเบื้องหน้า             ข. ทิศเบื้องขวา       ค. ทิศเบื้องหลัง   ง. ทิศเบื้องซ้าย   จ. ทิศเบื้องบน

ตอบ   ก. มารดาบิดา     ข. ครูอาจารย์      ค. บุตรภรรยา     ง. มิตร           จ. สมณพราหมณ์ ฯ

(ปี 50) ทิศ ๖ ในคิหิปฏิบัติ มีอะไรบ้าง? แต่ละทิศหมายถึงใคร?


บุตรพึงบํารุงมารดาบิดา ๕ สถาน (ในเรื่องทิศ ๖)

๑.ท่านได้เลยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ       ๔.ประพฤติตนให้เป็นคนควรรบทรัพย์มรดก

๒.ช่วยทํากิจของท่าน              ๕.เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทําบุญอุทิศให้ท่าน

๓.ดํารงวงศ์สกุล

(ปี 63, 58, 55) บุตรธิดาพึงปฏิบัติต่อมารดาบิดาอย่างไร?

 

ศิษย์พึงปฏิบัติต่อครูอาจารย์ ๕ สถาน (ในเรื่องทิศ ๖)

๑. ลุกขึ้นยืนรับ                    ๔. อุปัฏฐาก

๒. เข้าไปยืนคอยรับใช้             ๕.เรยนศิลปวิทยาโดยเคารพ

๓. เชื่อฟัง

(ปี 59) ศิษย์ที่ดีพึงปฏิบัตต่อครูอาจารย์ อย่างไรบ้าง?

 

Ø คฤหัสถ์ควรบํารุงบรรพชิตด้วยการทํา การพูด การคิดประกอบด้วยเมตตา ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู คือมิได้ห้ามเข้าบ้านเรือน ด้วย ให้อามิสทาน

Ø บรรพชิตควรอนุเคราะห์ต่อคฤหัสถ์ด้วยห้ามไม่ให้กระทําความชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดี อนุเคราะห์ด้วยนํ้าใจอันงาม ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคย ฟัง ทําสิ่งที่เคยฟังมาแล้วให้แจ่ม บอกทางสวรรค์ให้

(ปี 47) คฤหัสถ์และบรรพชิต มีหน้าที่จะพึงปฏิบัติแก่กันและกันอย่างไรบ้าง?

ตอบ   คฤหัสถ์ควรบํารุงบรรพชิตด้วยการทํา การพูด การคิดประกอบด้วยเมตตา ด้วยความเป็นผไู้ ม่ปิดประตู คือมิได้ห้ามเข้าบ้านเรือน ด้วยให้ อามิสทาน

ส่วนบรรพชิตควรอนุเคราะห์ต่อคฤหัสถ์ด้วยห้ามไม่ให้กระทําความชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดี อนุเคราะห์ดวยนํ้าใจอันงาม ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่ เคยฟัง ทําสิ่งที่เคยฟังมาแล้วให้แจ่ม บอกทางสวรรค์ให้ ฯ

(ปี 45) การถือมงคลตื่นข่าวคือถืออย่างไร? พระพุทธศาสนาสอนให้ถืออย่างนั้นหรืออย่างไร? สมณพราหมณ์ เมื่อได้รับการบํารุงแล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรอย่างไรบ้าง ?

ตอบ ถือว่านี้ฤกษ์ดี ยามดี เป็นมงคลดี นี้ฤกษ์ไม่ดี ยามไม่ดี ไม่เป็นสวัสดิมงคล ฯ พระพุทธศาสนาสอนไม่ให้ถือเช่นนั้น สอนให้เชื่อว่า เรามีกรรมเป็นของของตน เราทําดีจักไดดี ทําชั่วจักได้ชั่ว ฯ

อย่างนี้ คือ ๑. ห้ามไม่ให้กระทําความชั่ว ๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี ๓. อนุเคราะห์ด้วยนํ้าใจอันงาม           ๔. ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

๕. ทําสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่ม  ๖. บอกทางสวรรค์ให้ ฯ


 

ความหมาย/ประโยชน์วิชาพุทธประวัติ


สรุปพุทธประวัติ นักธรรมชั้นตรี


(ปี 64, 61, 59, 52, 45) การเรียนรู้พุทธประวัติได้ประโยชน์อย่างไร ?

ตอบ ได้ประโยชน์ ๒ ประการ คือ

๑. ในด้านการศึกษา ทําให้ทราบความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับการศึกษาตํานานความเป็นมาของชาติตน ทําให้บุคคลได้ ทราบว่า ชาติของตนเป็นมาอย่างไร มีความสําคัญอย่างไร เป็นต้น

๒. ในด้านปฏิบัติ ทําให้บุคคลได้แนวในการดําเนินชีวิตตามพระพุทธจริยา อันเป็นปฏิปทานําความสุขความเจริญมาให้แก่บุคคลตาม สมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ ฯ

(ปี 61, 58, 43) พุทธประวัติ คืออะไร? ตอบ คือ เรื่องที่พรรณนาความเป็นไปของสมเด็จพระสัมมาสมพุทธเจ้า ฯ

(ปี 58, 49, 43) พุทธประวัติ มีความสําคัญอย่างไรจึงต้องเรียนรู้ ?

ตอบ มีความสําคัญในการศึกษาและปฏิบัติพระพุทธศาสนา เพราะแสดงพระพุทธจริยาให้ปรากฏ เช่นเดียวกับตํานานย่อมมีความสําคัญต่อชาติของ ตนที่ให้รู้ได้ว่าชาติได้เป็นมาแล้วอย่างไร ฯ

(ปี 49, 45) พุทธประวัติว่าด้วยเรื่องอะไร?

ตอบ ว่าด้วยเรื่องความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เป็นการแสดงพระพุทธจริยาในด้านต่างๆ ของพระองค์ให้ปรากฏ ฯ

 

 

ชมพูทวีป

วรรณะ๔ มี กษัตริย์(ปกครองบ้านเมือง) ,พราหมณ์ (สั่งสอน ทําพิธีกรรม), แพศย์ (เป็นทํานาค้าขาย), ศูทร (รับจ้างทํางาน เป็นกรรมกร)

(ปี 64, 63, 56, 51, 48) คนในชมพูทวีปแบ่งออกเป็นกี่วรรณะ? อะไรบ้าง?

ตอบ แบ่งเป็น ๔ วรรณะ ฯ คือ วรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ วรรณะแพศย์ และวรรณะศูทร ฯ

(ปี 64) วรรณะกษัตริย์ มีหน้าที่ทําอะไร ? ตอบ มีหน้าที่ปกครองบ้านเมือง ฯ

(ปี 63, 61) เจ้าชายสิทธัตถะอุบัติขึ้นในวรรณะใด ? ชนชาติไหน ? ตอบ วรรณะกษัตริย์ ฯ ชนชาติอริยกะ ฯ

(ปี 62) พระพุทธเจ้าสืบเชื้อสายมาจากชนชาติใด ? ชนชาตินั้นมาตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีปได้อย่างไร ?

ตอบ สืบเชื้อสายมาจากชนชาติอริยกะ ฯ ชาวอริยกะนั้นเป็นผู้เจริญด้วยความรและขนบธรรมเนียม มีสติปัญญามากกว่าพวกมิลักขะ เจ้าของถิ่น

เดิม เมื่อข้ามภูเขาหิมาลัยมา ก็รุกไล่พวกมิลักขะ เจ้าของถิ่นเดมให้ถอยเลื่อนลงมาทางใต้แล้วเข้าตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีปแทน ฯ

(ปี 60, 54, 46) ประชาชนในชมพูทวีป มีกี่จําพวก ? พระพุทธเจ้าสืบเชื้อสายมาจากชนชาติใด ?

ตอบ มี ๒ จําพวก คือ ๑. มิลักขะ เจ้าของถิ่นเดิม         ๒. อริยกะ พวกอพยพมาใหม่ ฯ           สืบเชื้อสายมาจากชนชาติอริยกะ ฯ

(ปี 59, 48) วรรณะทั้ง ๔ มีหน้าที่ต่างกันอย่างไร ?

ตอบ มีหน้าที่ต่างกันอย่างนี้ ๑. วรรณะกษตริย์ มีหน้าที่ปกครองบ้านเมือง          ๒. วรรณะพรามหณ์ มีหน้าที่ทางฝึกสอนและทําพิธีกรรม

๓. วรรณะแพศย์ มีหน้าททางทํานาค้าขาย         ๔. วรรณะศูทร มีหน้าที่รับจ้าง ฯ

(ปี 57) ชมพูทวีปแบ่งเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ คืออะไรบ้าง? ตอบ คือมัชฌิมชนบท และ ปัจจันตชนบท ฯ

(ปี 51) พระพุทธบิดาอยู่ในวรรณะอะไร? ตอบ อยู่ในวรรณะกษัตรย์ ฯ

(ปี 44) ในครั้งพุทธกาล  ชาวชมพูทวีปส่วนมากนับถือศาสนาอะไร? ชนเหล่านั้นมีความคิดเห็น เรื่องความตาย และความเกิด โดยสรุปอย่างไร?

ตอบ ศาสนาพราหมณ์ ฯ      เห็นอย่างนี้ คือเห็นว่าตายแล้วเกิดอย่างหนึ่ง เห็นว่าตายแล้วสูญอย่างหนึ่ง ฯ


ศากยวงศ์

·       ศากยวงศ์ สืบเชื้อสายมาจาก ชนชาติอริยกะ เป็นชนชาติที่มีความเจริญด้วยความรู้และขนบธรรมเนียม มีอํานาจมากกว่าพวกมิลักขะ เป็นเจ้าของถิ่นเดิม เมื่อชาวอริยกะข้ามภูเขาหิมาลัยก็มารุกไล่ชาวมิลักขะเจ้าของถิ่นเดมให้ถอยร่นลงมาทางใต้ แล้วชาวอริยกะก็ตั้งถิ่น

ฐานทชมพูทวีปแทน

·        พระเจ้าโอกกากราช เป็นต้นวงศ์ของศากยสกุล

·        สักชนบท แบ่งออกเป็น ๓ นคร คือ ๑.นครเดิมของพระเจ้าโอกกากราช ๒.นครกบิลพัสดุ์ ๓.นครเทวทหะ

·        (ปี 55) พระเจ้าสีหหนุ ปู่ของพระพุทธเจ้า

·        (ปี 60, 47) พระเจ้าสุทโธทนะ พ่อของพระพุทธเจ้า

·        (ปี 60, 47) พระนางสิริมหามายา แม่ของพระพุทธเจ้า (ท่านสวรรคตแล้ว ไปเกิดที่สวรรค์ชั้นดุสิต)

·        (ปี 59, 55) พระนางมหาปชาบดีโครตมี พระน้านางของพระพุทธเจ้า

·        (ปี 60, 47) พระนันทะ น้องชายต่างมารดาของพระพุทธเจ้า (พระเจ้าสุทโธทนะ+พระนางมหาปชาบดีโครตมี)

·        รูปนันทา  น้องสาวต่างมารดาของพระพุทธเจ้า  (พระเจ้าสุทโธทนะ+พระนางมหาปชาบดีโครตมี)

·        (ปี 55) พระนางพิมพา หรือ ยโสธรา พระชายาของพระพุทธเจ้า

(ปี 60) พระเจ้าสุทโธทนะ มีพระราชโอรสพระราชธิดากี่พระองค์ ? มีพระนาม ว่าอะไรบ้าง ?

ตอบ มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ คือ ๑. พระสิทธตถกุมาร ๒. พระนันทกุมาร               มีพระราชธิดา ๑ พระองค์ คือ พระนางรูปนันทา ฯ

(ปี 59, 49) อสิตดาบส (กาฬเทวิลดาบส) และ มหาปชาบดีโคตมี เกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถะอย่างไร?

ตอบ อสิตดาบส (กาฬเทวิลดาบส) คือ ดาบสผเป็นที่คุ้นเคยของราชสกุล ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสติใหม่ๆ และ พยากรณ์ว่า พระราชกุมารจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช หรือศาสดาเอกในโลก ฯ

ส่วน มหาปชาบดีโคตมี เป็นพระมาตุจฉา คือพระน้านางของเจ้าชายสิทธัตถะ ฯ

(ปี 56) พระพุทธบิดาทรงมีพระนามว่าอะไร ? ทรงปกครองแคว้นอะไร ? เมืองหลวงชื่ออะไร ?

ตอบ พระนามว่าพระเจ้าสุทโธทนะ ฯ แคว้นสักกะ ฯ ชื่อกบิลพัสดุ์ ฯ

(ปี 53, 47) ศากยวงศ์สืบเชื้อสายมาจากชนชาติใด? ชนชาตินั้นมาตงั้ ถิ่นฐานในชมพูทวีปได้อย่างไร?

ตอบ สืบเชื้อสายมาจากชนชาติอริยกะ ฯ ชาวอริยกะนั้นเป็นผู้เจริญด้วยความรและขนบธรรมเนียม มีอํานาจมากกว่าพวกมิลักขะเจ้าของถิ่นเดิม เมื่อข้ามภเู ขาหิมาลัยมาก็รุกไล่พวกมิลักขะ เจ้าของถิ่นเดิมให้ถอยร่นลงมาทางใต้แล้วเข้าตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีปแทน ฯ

(ปี 50) เจ้าชายนันทกุมารกับเจ้าหญิงรูปนันทา เป็นพระโอรสและพระธิดาของใคร? มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถกุมารอย่างไร? ตอบ เป็น พระโอรสและพระธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางปชาบดีโคตมี ฯ มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถกุมารโดยเป็นพระกนิฏฐภาดาและ กนิฏฐภคินีต่างพระมารดา ฯ

(ปี 46) กษัตริย์พระองค์ใดที่เป็นต้นศากยวงศ์? พระโอรสและพระธิดาของเจ้าศากยะไปสร้างพระนครขึ้นใหม่ชื่อว่าเมืองอะไร? ที่ชื่ออย่างนั้น เพราะเหตุไร? ตอบ พระเจ้าโอกกากราช ฯ เมืองกบิลพัสดุ์ ฯ เพราะเป็นที่อยู่ของกบิลดาบสมาก่อน ฯ

(ปี 44) กาฬเทวิลดาบส กราบที่พระบาทพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ เพราะเหตุไร?

ตอบ เพราะเห็นพระราชโอรสนั้นมีลักษณะต้องด้วยตํารับมหาบุรุษลักษณะครั้นเห็นอัศจรรย์เช่นนั้นแล้วก็มีความเคารพนับถือจึงกราบที่พระบาท ของพระราชโอรสนั้น


กลุ่มคนและบุคคลในพุทธกาล

·        สหชาติ ๗ มี คน ๔ สัตว์ ๑ ต้นไม้ ๑ สิ่งของ ๑

๑.พิมพา (ยโสธรา)                                      ๕.ม้ากัณฐกะ (ตายแล้ว ไปเกิดที่ดาวดึงส์)

๒.อานนท์                                               ๖.ต้นพระศรีมหาโพธิ์

๓. (ปี 60, 55, 47) ฉันนะ เป็นผตามเสด็จคราวเสด็จออกบวช            ๗.ขมทรัพย์ทั้ง ๔

๔.กาฬุทายี

·       อสิตดาบส (เรียกอีกชื่อว่า กาฬเทวิลดาบส) เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสติใหม่ๆ อสิตดาบสได้เข้าเฝ้าและทายพระลักษณะว่า ถ้าอยู่ครอง สมบัตจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก

·        (ปี 60, 47) วิศวามิตร ป็นครูผู้สอนศิลปวิทยาของเจ้าชายสตธัตถะ เมื่อยังทรงพระเยาว์

(ปี  63,  57)  อสิตดาบสกล่าวทํานายพระมหาบุรุษไว้ว่าอย่างไร?


ตอบ ว่ามีคติเป็น ๒ คือ ถ้าอยู่ครองฆราวาสจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจักได้ตรส

(ปี 61, 51) อสิตดาบสได้ทํานายสิทธัตถกุมารว่าอย่างไร?


รู้เป็นพระสมมาสัมพุทธเจ้า ฯ


ตอบ ทํานายว่า ถ้าอยู่ครองสมบัติ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์             ถ้าออกบวช จักได้เป็นพระศาสดาเอกในโลก ฯ

(ปี 56) อสิตดาบส อาฬารดาบส และอุทกดาบส มีความเกี่ยวข้องกับพระมหาบุรุษอย่างไร?

ตอบ อสิตดาบส เป็นผู้คุ้นเคยเป็นที่เคารพนับถือของศากยสกุล ในเวลาที่พระมหาบุรุษประสติใหม่ๆ ท่านได้ไปเยี่ยม และได้พยากรณ์ทํานายพระ ลักษณะของพระมหาบุรุษ ว่ามีคตเป็น ๒ ก่อนคนอื่นทั้งหมด อาฬารดาบสและอุทกดาบส เป็นผู้ที่พระองค์ได้เคยอยู่อาศัยศึกษาลัทธิของท่านทั้ง๒ฯ

 

เหตุการณ์ในระหว่างพระชนม์ของพระพุทธเจ้า

เมื่อประสูติใหม่ๆ อสิตดาบส(กาฬเทวิลดาลส) เข้าเฝ้าและทายพระลกษณะ

๕ วัน  ขนานพระนาม (ตั้งชื่อ) ว่า “สิทธัตถกุมาร”

๗ วัน  พระมารดาสวรรคต

๗ ปี   พระราชบิดาตรสสั่งให้ขุดสระโบกขรณี ๓ สระในพระราชวัง ให้เป็นที่เล่นสําราญแก่พระองค์ และ ทรงศึกษาศิลปวิทยา (เรียน)


๑๖ ปี   พระราชบิดาตรส


สั่งให้สร้างปราสาท ๓ หลัง เพื่อเป็นที่เสด็จอยู่ใน ๓ ฤดู และตรส


ขอพระนางยโสธรามาอภิเษกเป็นพระชายา


๒๙ ปี   ได้พระโอรสนามว่าพระราหุล และเสด็จออกบรรพชา

๓๕ ปี   ตรัสรู้

๘๐ ปี   ปรินิพพาน

 

(ปี 64, 57) พระพุทธเจ้า(พระมหาบุรุษ)ประสูติที่ไหน? เมื่อไร?

ตอบ ลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ ฯ       วันเพ็ญ เดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๘๐ ปี ฯ (ปี 64, 62, 59, 53) พระพุทธเจ้าเสด็จออกผนวช ตรัสรู้ และปรินิพพาน เมื่อมีพระชนมายุเท่าไรบ้าง? ตอบ   เสด็จออกผนวช เมื่อมีพระชนมายุ ๒๙ ปี

ตรัสรู้ เมื่อมีพระชนมายุ ๓๕ ปี ปรินิพพาน เมื่อมีพระชนมายุ ๘๐ ปี ฯ

(ปี 63) พระพุทธเจ้า ประสติ ตรสรู้ แสดงปฐมเทศนา ปรินิพพาน และถวายพระเพลิงในวันใด?

ตอบ   ประสติในวันเพ็ญเดือน ๖


ตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ แสดงปฐมเทศนาในวันเพ็ญเดือน ๘ ปรินิพพานในวันเพ็ญเดือน ๖ ถวายพระเพลิงในวันอัฏฐมีแรม ๘ คํ่าเดือน ๖ฯ

(ปี 61, 60, 58, 49, 43) เจ้าชายสิทธัตถะทรงปรารภอะไรจึงเสด็จออกบวช ? ทรงบวชได้กี่ปี จึงตรัสรู้ ?

ตอบ ทรงปรารภความแก่ ความเจ็บ ความตาย และสมณะ ฯ ๖ ปี จึงตรัสรู้ ฯ

(ปี 56) เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๕ วัน พระราชบิดาโปรดให้ทําอะไรเพื่อพระราชกุมารบ้าง?

ตอบ โปรดให้ชุมนุมพระญาติวงศ์ และเสนามาตย์พร้อมกับเชิญพราหมณร้อยแปดคนมาฉันโภชนาหาร แล้วทํามงคลรับพระลักษณะ และขนาน พระนามว่าสิทธัตถกุมาร ฯ

(ปี 54) เมื่อพระมหาบุรษมีพระชนมายุได้ ๕ วัน ๗ วัน ๗ ปี ๑๖ ปี ๒๙ ปี มีเหตุการณสําคัญเกิดแก่พระองค์อะไรบ้าง?

(ปี 53) ภายใน ๗ วัน หลังจากสิทธัตถะราชกุมารประสูติแล้ว มีเหตุการณสําคัญเกิดขึ้นแก่พระองค์อย่างไรบ้าง?

ตอบ   ๑. เมื่อประสติแล้วใหม่ ๆ อสิตดาบส (หรือกาฬเทวิลดาบส) เข้าไปเฝ้าเยี่ยมและทํานายพระลักษณะ

๒. วันที่ ๕ พระเจ้าสุทโธทนะเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาฉันโภชนาหารและขนานพระนามพระราชกุมารว่าสิทธัตถกุมาร

๓. วันที่ ๗ พระราชมารดาทิวงคต ฯ

(ปี 58, 49) พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานที่ใต้ต้นไม้อะไร? ตอบ ประสูติและปรินิพพาน ใต้ต้นสาละฯ ตรัสรู้ ใต้ต้นโพธิ์(อัสสัตถพฤกษ์)ฯ

(ปี 50) พระพุทธเจ้า ประสติ ตรสรู้ และปรินิพพาน ในวันใด? ที่ไหน?

ตอบ   ประสติในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๘๐ ปี ตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๕ ปี และปรินิพพานในวันเพ็ญเดือน ๖ ปีตั้งต้นพุทธศก ฯ

ส่วนสถานที่นั้น คือ ประสูติที่ใต้ร่มไม้สาละในลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ ตรัสรู้ที่ใต้ต้นโพธิ์ (อัสสัตถพฤกษ์) ริมฝั่งแม่นํ้าเนรญชรา

ปรินิพพานที่ป่าไม้สาละ (สาลวโนทยาน) เมืองกุสินารา ฯ

(ปี 50, 44) เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติได้ ๕ วัน และ ๗ วัน มีเหตุการณ์สําคัญอะไรเกิดขึ้น?

ตอบ เมื่อประสูติได้ ๕ วัน พระราชบิดาเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาฉันโภชนาหาร ทํานายพระลักษณะและขนานพระนาม และเมื่อประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาเสด็จสวรรคต ฯ

 

พิธีแรกนาขวัญ (เรียกอีกอย่างว่า พิธีวัปปมงคล)

(ปี 50)  เหตุการณ์ที่เงาต้นหว้าในเวลาบ่ายแล้วไมคล้อยไปตามตะวัน กลับตั้งอยู่ดุจเวลาเที่ยง ปรากฏเมื่อคราวพระมหาบุรุษทรงทําอะไรอยู่?

ตอบ ทรงนั่งขัดบัลลังก์สมาธิ เจริญอานาปานสติกัมมฏฐาน ทําปฐมฌาน ให้เกิดขึ้น ฯ

(ปี 48) ในวันเสด็จแรกนาขวัญ พระเจ้าสุทโธทนะบังคมสิทธัตถราชกุมารผู้ประทับนั่งใต้ต้นหว้า เพราะเหตุไร?

ตอบ เพราะทรงเห็นอัศจรรย์ในขณะที่สิทธัตถราชกุมารประทับนั่งใต้ต้นหว้า เงาของต้นหว้าไม่คล้อยไปตามตะวัน แม้จะเป็นเวลาบ่ายแล้ว ยังดํารง อยู่เสมือนเที่ยงวัน ฯ


เสด็จออกบวช

·        บรรพชา ริมฝั่งแม่นํ้าอโนมา ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละ

·        อาฬารดาบส มหาบรุษไดไ้ ปศึกษาด้วยจนสาเร็จ สมาบัติ ๗ (รูปฌาณ ๔ อรูปฌาณ ๓)

·        อุททกดาบส มหาบรุษได้ไปศึกษาด้วยจนสําเร็จ สมาบัติ ๘ (อรูปฌาณ ๔)

(ปี 62) อาฬารดาบสและอุทกดาบส มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอย่างไร?

ตอบ อาฬารดาบสและอุทกดาบส เป็นผู้ที่พระองค์ได้เคยอยู่อาศัยศึกษาลัทธิของท่านทั้ง ๒ ฯ

(ปี 56) อสิตดาบส อาฬารดาบส และอุทกดาบส มีความเกี่ยวข้องกับพระมหาบุรุษอย่างไร?

ตอบ อสิตดาบส เป็นผู้คุ้นเคยเป็นที่เคารพนับถือของศากยสกุล ในเวลาที่พระมหาบุรุษประสติใหม่ๆ ท่านได้ไปเยี่ยม และได้พยากรณ์ทํานายพระ ลักษณะของพระมหาบุรุษ ว่ามีคติเป็น ๒ ก่อนคนอื่นทั้งหมด ฯ

อาฬารดาบสและอุทกดาบส เป็นผู้ที่พระองค์ได้เคยอยู่อาศัยศึกษาลัทธิของท่านทั้ง ๒ ฯ

 

(ปี 63, 60, 58, 49, 43) เจ้าชายสิทธัตถะทรงปรารภอะไรจึงเสด็จออกบวช? ทรงบวชได้กี่ปี จึงตรัสรู้ ?

ตอบ ทรงปรารภความแก่ ความเจ็บ ความตาย และสมณะ ฯ ๖ ปี จึงตรัสรู้ ฯ

(ปี  62)  อะไรเป็นมูลเหตุให้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช?

ตอบ พระอรรถกถาจารย์แสดงตามนัยมหาปทานสูตรว่า ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ทรงสังเวช เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๓ ข้างต้น ยังความพอพระหฤทัยในการออกผนวชให้เกิดขึ้น เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะ ฯ

(ปี 56) พระมหาบุรุษทรงทอดพระเนตรเห็นคนแก่คนเจ็บคนตาย และบรรพชิตแล้วทรงดําริอย่างไร?

ตอบ เมื่อทรงเห็นคนแก่คนเจ็บคนตายแล้ว ทรงน้อมเข้ามาเปรียบกับพระองค์เอง เกิดความสังเวชว่า เราจะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเช่นกัน เมื่อ ทรงเห็นบรรพชิต ทรงดําริว่า สาธุโขปพฺพชฺชา บวชดีนักแล ฯ

(ปี 55) พระมหาบุรุษเสด็จออกบรรพชา เพราะทรงปรารภเหตุอะไร?

ตอบ พระมหาบุรุษเสด็จออกบรรพชา เพราะทรงปรารภความแก่ ความเจ็บ ความตาย อันครอบงํามหาชนทุกคน อีกนัยหนึ่ง เพราะทรง ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ทรงสลดพระทัยเพราะไม่เคยพบเห็นมาแต่ก่อน ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็น สมณะเข้าเกิดพระทัยในการบรรพชา ฯ

(ปี 52) เทวทูต ๔ ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นคืออะไรบ้าง? ทรงเห็นแล้ว มีพระดําริอย่างไร?

ตอบ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ฯ ทรงมีพระดําริว่า บุคคลทั่วไปถูกความเจ็บ ความแก่ ความตายครอบงํา ไม่ล่วงพ้นไปได้ ถึง พระองค์เองก็มีอย่างนั้นเป็นธรรมดา ควรแสวงหา อุบายเครื่องพ้น แต่ฆราวาสเป็นที่คับแคบ ดุจเป็นทางที่มาแห่งธุลี บรรพชาเป็นช่องว่าง พอที่จะ แสวงหาอุบายนั้นได้ จึงน้อมพระหฤทัยไปในบรรพชา ฯ

(ปี 48) พระมหาบุรุษเสด็จออกบรรพชา เพราะทอดพระเนตรเห็นอะไร? และเมื่อเห็นแล้วทรงพระดําริอย่างไร?

ตอบ เพราะทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ฯ ทรงพระดําริว่า บุคคลทั่วไปเมาอยู่ในวัย ในความไม่มีโรค และ

ในชีวิต ถูกความเจ็บ ความแก่ ความตายครอบงํา ไมล่วงพ้นไปได้ ถึงพระองค์เองก็มีอย่างนั้นเป็นธรรมดา ควรแสวงหาอุบายเครื่องพ้น ธรรมดา

สภาวะทั้งปวงย่อมมีของที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามแก้กัน เช่นมีร้อนก็ต้องมีเย็นแก้ มีมดก็ต้องมีสว่างแก้ แต่ฆราวาสเป็นที่คับแคบ ดุจเป็นทางที่มาแห่ง ธุลี บรรพชาเป็นช่องว่าง พอที่จะแสวงหาอุบายนั้นได้ จึงน้อมพระทัยไปในบรรพชา ฯ

(ปี 47) การที่พระราชบิดาและพระญาติวงศ์ คิดผูกพันเจ้าชายสิทธัตถะไว้ให้เพลดเพลินอยู่ในกามสุขเพราะเหตุไร? และด้วยวิธีใด?

ตอบ เพราะพระราชบิดาและพระญาติวงศ์ได้ทรงฟังคําทํานายของอสิตดาบสว่า พระราชกุมารนี้จักมีคติเป็นสอง คือ ถ้าอยู่ครองราชสมบัติจักได้ เป็นจักรพรรดิราช หรือถ้าออกบรรพชาจักได้เป็นศาสดาเอกในโลก จึงปรารถนาให้อยู่ครองราชสมบัติมากกว่าที่จะยอมให้เสด็จออกบรรพชา ฯ


ด้วยการตรัสให้ขุดสระโบกขรณีในพระราชนิเวศน์ ๓ สระ เพื่อให้เป็นที่เล่นสําราญพระราชหฤทัย ให้จัดเครื่องทรง คือจันทน์สําหรับทา ผ้าโพกพระ


เศียร ฉลองพระองค์ ผ้าทรงสะพัก พระภูษา ล้วนเป็นของประณต มาอภิเษกเป็นพระชายา ฯ


ให้สร้างปราสาท ๓ หลังสําหรับเป็นที่ประทับทั้ง ๓ ฤดู ตรส


ขอพระนางยโสธรา


(ปี 45) พระมหาบุรุษทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตที่ไหน ? ตอบ ที่ริมฝั่งแม่นํ้าอโนมา ณ อนุปิยอมพวัน แคว้นมัลละ ฯ

(ปี 44) อะไรเป็นมูลเหตุให้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช? พระสทธัตถะทรงบําเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยวิธีอย่างไรบ้าง?

ตอบ พระอรรถกถาจารย์แสดงตามนัยมหาปทานสูตรว่า ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ทรงสังเวช เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๓ ข้างต้น ยังความพอพระหฤทัยในการออกผนวชให้เกิดขึ้น เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะ ฯ

วิธีแรก ทรงกดพระทนต์ด้วยพระทนต์ กดพระตาลุด้วยพระชิวหา วิธีที่สอง ทรงผ่อนกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ

วิธีที่สาม ทรงอดพระกระยาหาร ฯ

 

 


(ปี 54) พระมหาบุรุษได้ทรงศึกษาในสํานักอาฬารดาบสและอุทกดาบสจนจบวิชาความรู้ของอาจารย์ การที่จะกล่าวว่า พระองค์ตรส พระองค์เองโดยไม่มีใครเป็นครูอาจารย์ นั้นเพราะเหตุไร?


รู้ชอบด้วย


ตอบ เพราะความรู้ที่เรียนในสํานักดาบสทั้ง ๒ นั้น เป็นโลกิยธรรม ส่วนความรู้ที่ตรสรู้เอง เป็นโลกุตรธรรมที่ไม่มีใครรู้มาก่อน

 

 


บําเพ็ญทุกรกิริยา

(ปี  56)  พระมหาบุรุษเสด็จประทับบําเพ็ญเพียรจนถึงตรส


รู้ ณ ตําบลใด? ตอบ ณ ตําบลอุรุเวลาเสนานิคม ฯ


(ปี 55) ทุกรกิริยา คืออะไร? พระมหาบุรุษทรงบําเพ็ญทุกรกิริยาด้วยอย่างไรบ้าง? จงบอกมา ๑ ข้อ

ตอบ ทุกรกิริยา คือ การทรมานกายให้ลําบาก ฯ พระพุทธเจ้าทรงบําเพ็ญทุกรกิริยา ๓ วาระ

๑.ทรงกดพระทนต์ด้วยพระทนต์ (กดฟัน) กดพระตาลุด้วยพระชิวหา (เอาลิ้นดุนเพดาน) ไว้จนแน่จนพระเสโท (เหงื่อ) ไหลออกจากพระกัจฉะ(รักแร้)

๒.ทรงผ่อนกลั้นลมหายใจเข้าออก

๓.ทรงอดพระกระยาหาร ฯ

(ปี 54) พระมหาบุรุษทรงบําเพ็ญทุกรกิริยา ณ ที่ไหน? ผู้ที่รู้เห็นเป็นพยานในเรื่องนี้คือใคร?

ตอบ ณ ตําบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ฯ ที่รู้เห็นเป็นพยานคือ พระปัญจวัคคีย์ ฯ

(ปี 52) การที่พระมหาบุรุษทรงเลกบําเพ็ญทุกกรกิริยานั้น เพราะเหตุไร?

ตอบ เพราะทรงดําริว่า ทุกกรกิริยาที่ทรงบําเพ็ญนั้นจะยิ่งไปกว่านี้ไม่มี แต่ก็ไม่เป็นทางให้ตรัสรู้ได้ การบําเพ็ญเพียรทางจิตจักเป็นทางตรัสรู้ได้ กระมัง แต่คนซูบผอมเช่นนี้ไม่สามารถทําได้ จึงทรงเลิกบําเพ็ญทุกกรกิริยา กลับมาเสวย พระอาหารตามปกติ ฯ

 


ก่อนตรัสรู้

·        (ปี 55) นางสุชาดา เป็นผู้ถวายข้าวมธุปายาสก่อนตรส


รู้


(ปี  44)  ในวันตรัสรู้ทรงอธิษฐานพระหฤทัยที่ใต้ต้นมหาโพธิ์ว่าอย่างไร?

ตอบ ทรงอธิษฐานพระหฤทัยว่า "ยังไม่บรรลุโพธิญาณเพียงใด จักไม่ลุกขนเพียงนั้น เนื้อเลือดแห้งไป เหลือหนังหุ้มกระดูกก็ตาม" ฯ (ปี 44) พระสิทธัตถะทรงผจญมารได้ชัยชนะด้วยบารมีธรรมอะไรบ้าง?

ตอบ ด้วยบารมีธรรม ๑๐ อย่าง คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา ฯ


(ปี 48 เรื่องญาณ ๓) พระญาณที่เกิดขึ้นแก่พระมหาบุรุษในวันที่ตรัสรู้นั้น คืออะไรบ้าง?

ตอบ คือ  ๑.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงชาติหนหลังของพระองค์ได้

๒.จุตูปปาตญาณหรือทิพพจักขุญาณ ญาณหยั่งรู้การจุติและการเกิดของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปตามกรรม

๓.อาสวักขยญาณ  ญาณเป็นเหตุสนอาสวะอันหมักหมมอยู่ในจิตตสนดาน  ฯ

(ปี 45, 43 เรื่องญาณ ๓) ในราตรีแห่งการตรัสรู้ พระมหาบุรุษทรงบรรลญาณอะไรในแต่ละยาม?

ตอบ   ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ  ในปฐมยาม

ทรงบรรลจุตูปปาตญาณหรือทิพพจักษุญาณ ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม ฯ

(ปี 43 เรื่องญาณ ๓) ญาณข้อไหน ที่ทําให้พระองค์ทรงสําเร็จความเป็นพุทธะโดยสมบูรณ์ ? ตอบ ญาณ ข้อที่ ๓

 

 


หลังตรัสรู้

(ปี 53) เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ พระองค์ทรงพิจารณาบุคคลผส

ตอบ บัว ๓ เหล่า


ามารถจะตรัสรู้ธรรมได้โดยเปรียบเทียบกับบัว ๓ เหล่า อย่างไรบ้าง?


๑.ดอกบัวที่โผล่พ้นนํ้าแล้ว เมื่อถูกแสงพระอาทิตย์ก็พร้อมที่จะเบ่งบานทันที คือผู้เข้าใจเร็วพลัน เพียงท่านยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดง (กิเลสน้อย อินทรีย์กล้า)

๒.ดอกบัวที่อยู่เสมอนํ้า พร้อมจะบานในวันพรุ่ง คือผู้รู้และเข้าใจได้ต่อเมื่อท่านอธิบายขยายเนื้อความจึงรู้แจ้ง (กิเลสปานกลาง อินทรีย์ปานกลาง)

๓.ดอกบัวที่อยู่ใต้นํ้า พร้อมที่จะบานในวันต่อๆ ไป คือผู้พอแนะนําพรํ่าสอนบ่อยๆ ค่อยเข้าใจได้ (กิเลสหนา อินทรีย์อ่อน)

(ปี 58) ผู้ประกาศตนเป็นอุบาสกด้วยการถึงรัตนะ ๒ เป็นครั้งแรก คือใคร ? ได้พบพระพุทธเจ้าที่ไหน ?

ตอบ คือตปุสสะ และภัลลิกะ ฯ ทใต้ต้นราชายตนะ ฯ

(ปี 51) พระกระยาหารมื้อแรกของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้คืออะไร? ใครเป็นผู้ถวาย?

ตอบ คือ ข้าวสัตตุผง ข้าวสัตตุก้อน ฯ พ่อค้า ๒ คน ชื่อตปุสสะและภัลลิกะ ฯ

(ปี   45)   พระพุทธองค์ทรงตัดสินพระทัยแสดงธรรมโปรดเวไนยสตว์เพราะทรงพิจารณาอย่างไร?

ตอบ เพราะทรงพิจารณาว่า บุคคลผู้มีกิเลสน้อยเบาบางก็มี หนาก็มี ผู้มีอินทรีย์กล้าก็มี อ่อนก็มี เป็นผจะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่ายก็มี โดยยากก็มี เป็น ผู้สามารถจะรไู้ ด้ก็มี ไม่สามารถจะรู้ได้ก็มี เปรียบเหมือนดอกบัว ๔ เหล่า เมื่อเป็นเช่นนั้น พระธรรมเทศนาคงไม่ไร้ผล จักยังประโยชน์ให้สําเรจแก่ คนทุกเหล่า เว้นแต่จําพวกที่มิใช่เวไนยสตว์ที่เปรียบด้วยดอกบัวอันเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า ฯ

(ปี 44) พระสิทธัตถะทรงบําเพ็ญเพียรอยู่เป็นเวลากี่ปีจึงได้ตรัสรู้ ? ตอบ เป็นเวลา ๖ ปี

 

 


(ปี 56) เมื่อพระศาสดาเสด็จไปเมองพาราณสเพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ ทรงพบใครในระหว่างทาง? และหลังสนทนากันแล้วผู้นั้นได้บรรลผ

ตอบ ทรงพบอุปกาชีวก ฯ ไม่ได้บรรลุผลอะไร ฯ


ลอะไร?


(ปี 47) หลังจากตรัสรู้แล้ว ในระหว่างทางที่เสด็จไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธองค์ทรงสนทนากับใคร?  และผู้นั้นไดบรรลุธรรมชั้นไหน?

ตอบ ทรงพบอุปกาชีวก ฯ  อุปกาชีวกไม่ได้บรรลุธรรมชั้นไหนเลย ฯ

 

(ปี 45) พระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว ในพรรษาแรกเสด็จประทับอยู่ที่ไหน? และทรงบําเพ็ญพุทธกิจไว้อย่างไร?

ตอบ ประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ฯ ได้ทรงบําเพ็ญพุทธกิจที่สําคัญไว้ดังนี้







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น