วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

สรุปนักธรรมชั้นตรี หน้าที่ 3/12

 



หมวด ๔

Ø  วุฑฒิ ๔ ธรรมเป็นเครื่องเจรญ


๔ อย่าง


๑. สัปปุริสสังเสวะ คบสัตบุรุษ                         ๓.  โยนิโสมนสิการ  ตรตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่วโดยอุบายที่ชอบ

๒. สัทธัมมัสสวนะ ฟังคําสั่งสอนของท่านโดยเคารพ             ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมซึ่งได้ตรองเห็นแล้ว

(ปี 45) บุคคลผู้หวังความเจริญ ควรตั้งอยู่ในธรรมอะไร? มีอะไรบ้าง?

ตอบ ควรตั้งอยู่ในวุฑฒิธรรม ฯ มี ๑. คบสัตบุรุษ      ๒. ฟังคําสั่งสอนของท่านโดยเคารพ     ๓. ตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่วโดยอุบายที่ชอบ

๔. ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมซึ่งได้ตรองเห็นแล้ว ฯ

 

Ø  จักร  ๔  ธรรมเป็นดุจล้อรถนําไปสความเจริญ.

๑. ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในประเทศอันสมควร                 ๓. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ

๒. สัปปุริสูปัสสยะ คบสัตบุรุษ                         ๔. ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผไู้ ด้ทําความดีไว้ในปางก่อน

(ปี 58, 46) ธรรมดุจล้อรถนําไปสู่ความเจริญ เรยกว่าอะไร ? จงบอกมาสัก ๒ ข้อ

ตอบ เรียกว่า จักร ฯ ได้แก่ (เลือกตอบเพียง ๒ ข้อ)

๑. ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในประเทศอันสมควร        ๒. สัปปุริสูปัสสยะ คบสัตบุรุษ

๓. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ                   ๔. ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทําความดีไว้ในปางก่อน ฯ

(ปี 55, 46) ปุพเพกตปุญญตา หมายความว่าอย่างไร? ตอบ ปุพเพกตปุญญตา หมายถึง ความเป็นผไู้ ด้ทําความดีไว้ในปางก่อน

(ปี 48) ธรรม ๔ อย่าง ดุจล้อรถนําไปสู่ความเจริญ ข้อว่า “คบสัตบุรุษ คือคนดี” นั้น จะนําไปสู่ความเจรญได้อย่างไร?

ตอบ เมื่อคบสัตบุรุษแล้วย่อมเป็นเหตุให้คิดดีพูดดีทําดี อันก่อให้เกิดความสุขความเจริญ ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน ทั้งยังให้ถึงความเจริญอย่างที่สุดคือพระนิพพานได้ ฯ

(ปี 43) หลักธรรมดุจล้อรถนําไปสความเจริญ มีกี่อย่าง? อะไรบ้าง?

ตอบ มี ๔ อย่างคือ ๑. ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในประเทศอันสมควร        ๒. สัปปุริสูปัสสยะ คบสัตบุรุษ

๓. อัตตสมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ                   ๔. ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทําความดีไว้ในปางก่อน

 

 

Ø  อคติ ๔ ความประพฤติที่ผิดด้วยความลําเอียง ด้วยความไม่เที่ยงธรรม

๑. ฉันทาคติ ลําเอียงเพราะรักใคร่กัน           ๓. โมหาคติ ลําเอียงเพราะโง่เขลา

๒. โทสาคติ ลําเอียงเพราะไม่ชอบกัน            ๔. ภยาคติ ลําเอียงเพราะกลัว

(ปี 58) บุคคลผู้รักษาความยุติธรรมไว้ได้ ควรเว้นจากธรรมอะไร? ธรรมนั้นมีอะไรบ้าง?

ตอบ ควรเว้นจากอคติ ๔ ฯ มี ๑. ความลําเอียงเพราะรักใคร่กัน เรียกว่า ฉันทาคติ            ๒. ความลําเอียงเพราะไม่ชอบกัน เรียกว่า โทสาคติ

๓. ความลําเอียงเพราะเขลา เรียกว่า โมหาคติ                   ๔. ความลําเอียงเพราะกลัว เรียกว่า ภยาคติ ฯ

 

(ปี 55) ผู้จะดํารงความยุติธรรมไว้ได้ ต้องประพฤติอย่างไรบ้าง?

ตอบ ต้องประพฤติดังนี้

๑. ไม่ลําเอียงเพราะรักใคร่กัน อันเรียกว่า ฉันทาคติ

๒. ไม่ลําเอียงเพราะไม่ชอบกัน อันเรียกว่า โทสาคติ

 

๓.ไม่ลําเอียงเพราะเขลา อันเรียกว่า โมหาคติ

๔.ไม่ลําเอียงเพราะกลัว อันเรยกว่า ภยาคติ ฯ

(ปี 51) ธรรมหมวดหนึ่ง เป็นเหตุให้ผู้ประพฤติขาดความเที่ยงธรรมชื่อว่าอะไร? มีอะไรบ้าง?

ตอบ ชื่อว่า อคติ ความลําเอียง ฯ มี

๑. ฉันทาคติ ลําเอียงเพราะรักใคร่กัน

๒. โทสาคติ ลําเอียงเพราะไม่ชอบกัน

 

๓. โมหาคติ ลาเอียงเพราะเขลา

๔. ภยาคติ ลําเอียงเพราะกลัว ฯ


Ø  อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ ๔ อย่าง

๑. อดทนต่อคําสั่งสอนไม่ได้ คือเบื่อต่อคําสั่งสอนขี้เกียจทําตาม.                ๓. เพลดเพลินในกามคุณ ทะยานอยากไดส

๒. เป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนความอดอยากไม่ได้.                      ๔. รักผหญิง.

(ปี 59) ภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ควรเว้นอันตราย ๔ อย่าง คืออะไรบ้าง ?

ตอบ ควรเว้นอันตราย ๔ อย่าง คือ ๑. อดทนต่อคําสอนไม่ได้ คือเบื่อหน่ายต่อคําสั่งสอน ขี้เกียจทําตาม


ุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป.


๒. เป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนต่อความอยากไม่ได้            ๓. เพลิดเพลินในกามคุณ ทะยานอยากได้สขยิ่งๆ ขึ้นไป           ๔. รักผู้หญิง ฯ

(ปี 43) อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ ข้อไหนเป็นอันตรายที่สุด? เพราะเหตุไร?

ตอบ ข้อ ๓ คือ เพลิดเพลินในกามคุณ ทะยานอยากได้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป เป็นอันตรายที่สุด เพราะอันตรายข้ออื่น ๆ ย่อมรวมลงในกามคุณทั้งสิ้น

 

Ø  ปธาน คือความเพียร ๔ อย่าง หรอเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สัมมัปปธาน ๔

๑. สังวรปธาน เพียรระวังมิให้ปาปเกิดขึ้นในสันดาน.             ๓. ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน.

๒. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว.          ๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม. ความเพียร ๔ อย่างนี้ เป็นความเพียรชอบ ควรประกอบให้มีในตน.

(ปี 49) ปธานคือความเพียร ๔ มีอะไรบ้าง? งดเหล้าเข้าพรรษาอนุโลมเข้าในปธานข้อไหน?

ตอบ มี ๑.สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน           ๒.ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว

๓.ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน         ๔.อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วมิให้เสื่อม ฯ งดเหล้าเข้าพรรษาอนุโลมเข้าในปหานปธาน ฯ

(ปี 46) เพียรระวังตนให้ห่างไกลจากสิ่งเสพติด จัดเข้าในปธานข้อไหน? ตอบ จัดเข้าในสังวรปธาน ฯ

(ปี 44) คนเสพยาเสพย์ติด เพียรพยายามจะเลิกให้ได้ ชื่อว่าตั้งอยู่ในปธานข้อไหน? ตอบ ตั้งอยู่ในปหานปธาน

 

Ø  อธิษฐานธรรม ๔ คือ ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ อย่าง

(ปี 43) อธิษฐานธรรมคือธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ มีกี่อย่าง? อะไรบ้าง?

ตอบ   ๑. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่ควรรู้.                             ๓. จาคะ สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ.

๒. สัจจะ ความจริงใจ คือประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้จริง.               ๔. อุปสมะ สงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ.

 

Ø  อิทธิบาท ๔ คุณธรรมเครื่องให้สําเร็จความประสงค์

๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น           ๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น ไม่วางธุระ

๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น            ๔. วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น

(ปี  62,  60,  43)  ผู้ที่ทํางานไม่สําเร็จผลตามที่มุ่งหมายเพราะขาดคุณธรรมอะไรบ้าง?

ตอบ เพราะขาดอิทธิบาท คือ คุณเครื่องให้สําเร็จความประสงค์ ๔ อย่าง คือ             ๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น


๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น ๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไมวางธุระ ๔. วิมังสา หมั่นตรตรองพิจารณาเหตผ

(ปี 57) คุณธรรมเครื่องให้สําเร็จความประสงค์ คืออะไร? มีอะไรบ้าง?


ลในสิ่งนั้น


ตอบ คืออิทธิบาท ๔ ฯ มี ๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น          ๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น ๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ

๔. วิมังสา หมั่นตรตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น ฯ

(ปี 53) นักเรียนผู้ต้องการจะเรียนหนังสือให้ได้ผลดี จะนําอิทธิบาทมาใช้อย่างไร?


ตอบ ในเบื้องต้น ต้องสร้างฉันทะคือความพอใจในการศึกษาเลาเรยนก่อน เมื่อมีความพอใจ จะเป็นเหตุให้ขยันศึกษาหาความรู้ที่เรียกว่าวิริยะ และ

เกิดความใฝ่ใจใครรสิ่งต่างๆ  มากขึ้น  ที่เรียกว่าจิตตะ  เมื่อเรียนรู้แล้วก็ต้องนําความรู้นั้นมาใคร่ครวญพิจารณาให้เข้าใจเหตุและผลอย่างถูกต้องที่

เรียกว่าวิมังสา ดังนี้ก็จะประสบผลสําเรจในการศึกษาเล่าเรียนได้ ฯ

(ปี 45) ผู้ประกอบกิจการงานสําเร็จตามความประสงค์เพราะประพฤติธรรมอะไร? มีอะไรบ้าง?

ตอบ เพราะประพฤติอิทธิบาท ๔ มี     ๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น                 ๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น

๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น ไม่วางธุระ             ๔. วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น ฯ

 

Ø  ปาริสุทธิศีล ๔ ข้อปฏิบัติที่ทําให้ศีลบริสุทธิ์

๑.  ปาติโมกขสังวร สํารวมในพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทําตามข้อที่พระองค์ทรงอนุญาต.

๒.  อินทรียสังวร สํารวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้าย ในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส กายสัมผัส รู้ธรรมารมณ์.

๓.  อาชีวปาริสุทธิ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต.


๔.  ปัจจยปัจจเวกขณะ พิจารณาเสียก่อนจึงบริโภคปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไมบริโภคด้วยตณ

(ปี 56) จงให้ความหมายของคําว่า อินทรียสังวร ตอบ หมายถึง ความสํารวมอินทรีย์

(ปี 55) การสํารวมอินทรีย์ ได้แก่การกระทําอย่างไร? เมื่อกระทําเช่นนั้นแล้วจะได้รับประโยชน์อะไร?


หา.


ตอบ การสํารวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดี ยินร้าย เมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส กายสัมผัส รู้ธรรมารมณ์ ฯ ได้ประโยชน์ คือ ไมเกิดความยินดี ไม่เกิดความยินร้าย ในเวลาเห็นรูป ได้ยินเสียง เป็นต้น ฯ

(ปี 51) อินทรียสังวร คือสํารวมอินทรีย์ อินทรีย์ได้แก่อะไรบ้าง ? ตอบ อินทรีย์ ได้แก่ ตา หู จมูก ลน กาย ใจ ฯ

(ปี 50) ภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่จะต้องมีอินทรียสังวร คือสํารวมอินทรีย์ สํารวมอินทรีย์นั้น คืออย่างไร ?

ตอบ สํารวมอินทรีย์ คือระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ความยินดียินร้ายครอบงําได้ ในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ ฯ

(ปี 48) ปัจจยปัจจเวกขณะ หมายความว่าอย่างไร?


ตอบ หมายความว่า พิจารณา(ถึงคุณและโทษของปัจจัย๔)ก่อน จึงบริโภคปัจจัย๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไม่บริโภคด้วยตณ

(ปี 46) จงอธิบายความหมายของคําต่อไปนี้ ?         ก. ปัจจยปัจจเวกขณะ              ข. อภิณหปัจจเวกขณะ

ตอบ ก. ปัจจยปัจจเวกขณะคือพิจารณาเสยก่อนจึงบริโภคปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไม่บริโภคด้วยตัณหา ฯ


หา ฯ


ข. อภิณหปัจจเวกขณะคือพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามความแก่ มีความเจ็บมีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ เจ็บ ตายไปได้ เราต้อง พลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน เราทําดี จักได้ดี ทําชั่ว จักได้ชั่ว ฯ

 

Ø  พรหมวิหาร ๔ ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของท่านผู้ใหญ่

๑. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นสุข.                 ๓. มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อผอื่นได้ดี.

๒. กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์.        ๔. อุเบกขา ความวางเฉย ไมดีใจ ไม่เสียใจ เมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ. (ปี 64, 57) เมื่อเพื่อนร่วมงานได้เลื่อนตําแหน่ง ไม่คิดริษยา พลอยยินดีกับเขาด้วย ชื่อว่าปฏิบัติตามพรหมวิหารธรรมข้อใด? ตอบ มุทิตา ฯ (ปี 53) พรหมวิหาร ๔ มีอะไรบ้าง? ตอบ มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ฯ

 

Ø  ธาตุกัมมัฏฐาน ๔ การกําหนดพิจารณาร่างกายที่ประกอบด้วยธาตุ ๔ คือ

๑. ปฐวีธาตุ ธาตุดิน             ๒. อาโปธาตุ ธาตุนํ้า         ๓. เตโชธาตุ ธาตุไฟ          ๔. วาโยธาตุ ธาตุลม


(ปี 63) ธาตุ ๔ คืออะไรบ้าง ? ฟันจัดเป็นธาตุอะไร ? ตอบ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ํา ธาตุไฟ ธาตุลมฯ              เป็นธาตุดินฯ

(ปี 51) ธาตุ ๔ มีธาตุอะไรบ้าง? ธาตุมีลักษณะแข้นแข็ง คือธาตุอะไร?

ตอบ ธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุนํ้า ธาตุไฟ ธาตุลม ฯ ธาตุมีลักษณะแข้นแข็ง คือ ธาตุดิน ฯ (ปี 46) ธาตุกัมมัฏฐาน มีอะไรบ้าง? กําหนดพิจารณาอย่างไร เรียกว่า ธาตุกัมมัฏฐาน? ตอบ มี ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุนํ้า ธาตุไฟ ธาตุลม ฯ

กําหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ คือ ดิน นํ้า ไฟ ลม ประชุมกันอยู่ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เรียกว่า ธาตุกัมมัฏฐาน ฯ

 

Ø  อริยสัจ ๔ ความจริงอันประเสริฐ

๑. ทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ                        ๓. นิโรธ ความดับทุกข์

๒. สมุทัย เหตุให้ทุกข์เกิด คือ ตัณหา (ความทะยานอยาก) ๔. มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คือ มรรคมีองค์ ๘

·       ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ได้ชอว่าทุกข์ เพราะเป็นของทนได้ยาก.

·       ตัณหา คือความทะยานอยาก ได้ชื่อว่าสมุทัย เพราะเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด.

·       ตัณหานั้น มี ๓ ประเภท คือ     ความอยากในอารมณ์ที่น่ารักใคร่ เรียกว่า กามตัณหา

ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ เรยกว่า ภวตัณหา

ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ เรียกว่า วิภวตัณหา

·       ความดับตัณหาได้สิ้นเชิง ทุกข์ดับไปหมด ได้ชื่อว่านิโรธ เพราะเป็นความดับทุกข์.

·       ปัญญาอันเห็นชอบว่า สิ่งนี้ทุกข์ สงิ่ นี้เหตุให้ทุกข์เกิด สิ่งนี้ความดับทุกข์ สิ่งนี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ ได้ชื่อว่า มรรค เพราะเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.

·       มรรคนั้นมีองค์ ๘ ประการ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ดําริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ เพียรชอบ ๑ ตั้งสติชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑. [หมายเหตุ ปัญญาอันเ👉็นชอบ เรานิยมพูดสั้นๆ ว่า “ความเ👉็นชอบ”]

(ปี 64,61) อริยสัจ ๔ มีอะไรบ้าง ? ความไม่สบายกายไม่สบายใจ จัดเป็นอริยสัจ ข้อไหน ?

ตอบ มี ๑. ทุกข์ ๒. สมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ ๓. นิโรธ คือความดับทุกข์ ๔. มรรค คือข้อปฏิบัตให้ถึงความดับทุกข์ ฯ จัดเป็นทุกข์ ฯ

(ปี 57, 56) เหตุให้เกิดทุกข์ในอริยสัจ ๔ คืออะไร? ตอบ คือตัณหา ความทะยานอยาก ฯ

(ปี 54, 45) ทุกข์ในอริยสัจ ๔ คืออะไร? เหตุให้เกิดทุกข์คืออะไร?

ตอบ ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ เหตุให้เกิดทุกข์คือ ตัณหา (ความทะยานอยาก)

(ปี 52) ปัญญาอันเห็นชอบอย่างไร จึงชื่อว่ามรรคในอริยสัจ ๔? เพราะเหตุไร?

ตอบ   ปัญญาอันเห็นชอบว่าสิ่งนี้ทุกข์ สิ่งนี้เหตุให้ทุกข์เกิด สิ่งนี้ความดับทุกข์ สิ่งนี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ ได้ชื่อว่ามรรค ฯ เพราะเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ฯ

(ปี 44) อริยสจ ๔ มีอะไรบ้าง? ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สมหวัง จัดเป็นอริยสัจข้อไหน ?

ตอบ มี ๑. ทุกข์    ๒. สมุทัย คือ เหตุให้ทุกข์เกิด ๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ๔. มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ฯ          จัดเป็นทุกข์ ฯ






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น